“รพ.จุฬาภรณ์” ยกระดับการรักษามะเร็งทุกมิติ ชวน “โอบกอดทุกองศา สู้มะเร็งไปด้วยกัน” ย้ำ “กำลังใจ” คือพลังเยียวยาทุกสิ่ง

ในยุคที่เทคโนโลยีการรักษาโรคมะเร็งพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด หรือการรักษาแบบมาตรฐานอย่างเคมีบำบัดและรังสีรักษา ความท้าทายยังคงอยู่ที่การดูแลผู้ป่วยโดยให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ความเป็นมนุษย์” ไม่ใช่แค่ “โรค” เท่านั้น 

Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!


โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมรณรงค์วันมะเร็งโลก จัดกิจกรรมเสวนาภายใต้แนวคิด “UNITED BY UNIQUE AGAINST CANCER 360 DEGREE โอบกอดทุกองศา สู้มะเร็งไปด้วยกัน” มุ่งเน้นการทำความเข้าใจผู้ป่วยในทุกมิติ (Your Story Has Pawer) ยกระดับการรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจร พร้อมสร้างพลังความร่วมมือเพื่อลดอัตราการเกิดโรคภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย พญ.จอมธนา ศิริไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ , ดร.ภก.วัชระ กาญจนกวินกุล ผู้อำนวยการโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงานด้วย ณ  ห้องประชุม Convention Hall ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ


รศ.นพ.สุรศักดิ์  ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า “ในนามของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รู้สึกภาคภูมิใจในการจัดกิจกรรมเสวนาวันมะเร็งโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “UNITED BY UNIQUE AGAINST CANCER 360 DEGREE โอบกอดทุกองศา สู้มะเร็งไปด้วยกัน” ทุกคนทราบอยู่แล้วว่ามะเร็ง คือความท้าทายครั้งใหญ่ของชีวิต ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เรามุ่งมั่นให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาโรคมะเร็งแบบองค์รวม เพราะเราตระหนักดีว่า การรักษามะเร็งให้สำเร็จ ไม่ได้จบอยู่แค่ที่ตัวยาหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเท่านั้น แต่คือการดูแล “รอบด้าน” ตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงการประคับประคองคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุดในทุกองศา และสนองการดำเนินงานตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง โดยงานนี้นอกจากให้ความรู้ทางการแพทย์แล้ว แต่ยังสร้าง “วงกลมแห่งความเข้าใจ” ที่เชื่อมโยงระหว่าง “ผู้รักษา” “ผู้รับการรักษา” และ “ผู้ดูแล” เข้าด้วยกัน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าในความต่างของแต่ละเคส เราสามารถ “รวมกันเป็นหนึ่ง” เพื่อเอาชนะความท้าทายนี้ได้ “การรักษาที่ดีที่สุดจึงเริ่มต้นจากการฟังเรื่องราวของกันและกัน กิจกรรมในวันนี้จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปลี่ยนความกลัวเมื่อมะเร็งมาทักทายให้กลายเป็นความเข้าใจ เปลี่ยนความโดดเดี่ยวให้กลายเป็นพลัง และพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘Your Story Has Power’ เรื่องราวของวิทยากรทุกท่านจะมีพลังในการขับเคลื่อนการดูแลรักษามะเร็งให้ดียิ่งขึ้นไป กิจกรรมในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และส่งต่อพลังบวกให้แก่กันอย่างไม่สิ้นสุด”


พญ.จอมธนา ศิริไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า โรคมะเร็งมีวิธีการรักษาต่างๆ หลากหลาย เรามีองค์ความรู้ มีตัวช่วยมากมาย เพื่อให้เท่าทันกับโรคในปัจจุบัน แต่คนไข้ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการไม่ใช่เพียงการรักษาโรค หากคือความไว้วางใจ ความหวัง และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

“คนไข้เข้ามาเพื่อฝากชีวิตไว้กับหมอ เราจึงต้องดูว่าอะไรที่เหมาสมกับคนไข้ ทำให้เขากลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด” และว่า การดูแลแบบประคับประคองเริ่มตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรค โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วย มุ่งที่คุณภาพชีวิต รวมไปถึงญาติผู้ดูแล และครอบครัวด้วย เป็นการดูแลแบบองค์รวม ถ้าเข้าสู่ระยะท้ายจริงๆ ไม่ว่าจะเลือกดูแลที่บ้านหรือที่โรงพยาบาล เราจะมีการติวไว้ก่อน ไม่ได้ปล่อยให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับอาการเหล่านั้นโดยลำพัง แพทย์จะให้คำปรึกษาและช่วยดูแลไปด้วยกัน


เมื่อ “หมอ” คือ “ลูก”

ดร.พญ.ประกายทิพ สุศิลปรัตน์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และผู้ดูแลเพจ สู้สิแม่ ก็แค่มะเร็ง เล่าประสบการณ์การดูแลคุณแม่ที่ป่วยมะเร็งปอดกว่า 12 ปี ว่า ในฐานะที่เป็นทั้งแพทย์และลูก พบว่าการดูแลผู้ป่วยมีมิติที่กว้างและลึก ไม่ใช่แค่การรักษาทางการแพทย์ แต่รวมถึงการจัดการเรื่องการกินอยู่และคุณภาพชีวิต เพื่อให้คุณแม่ยังสามารถทำกิจกรรมที่ชอบได้

“เป็น 12 ปี ที่ได้เรียนรู้ว่าการดูแลตัวเองและดูแลผู้ป่วยต้องทำอย่างไร เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แม่มีโอกาสได้ช้อปปิ้ง ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เคยทำอยู่ เปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นเรื่องดีๆ ที่เราทำได้ อาจจะไม่ได้ใช้ความเป็นหมอทั้งหมด แต่ใช้ความเป็นลูก ใช้ความรู้สึกเข้ามาช่วยจัดการ”

ดร.พญ.ประกายทิพบอกว่า การดูแลผู้ป่วยมะเร็งมี 2 สองเสาหลัก คือ 1. ทีมแพทย์และการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปดูแลตัวเองที่บ้านได้ 2. การสนับสนุนด้านกำลังใจ จากทั้งแพทย์ สื่อ และเครือข่ายผู้ป่วย ที่ช่วยให้ผู้ป่วยยังคงสดใสและมีแรงใจ การมีเพื่อนสำคัญมาก เราได้แบ่งปันประสบการณ์กับผู้อื่นทั้งที่เป็นและไม่เป็นมะเร็ง ได้ให้กำลังใจกันและกัน


พยาบาลประคับประคอง ฟังเพื่อเข้าใจ

ทางด้าน พว.รัตติยา ไชยชมภู พยาบาลวิชาชีพ หน่วยชีวตาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายคนเห็นว่าการดูแลแบบประคับประคองเป็นการดูแลแบบสิ้นหวัง ถูกตีตราว่าเป็นการดูแลแบบการพ่ายแพ้ แต่ทางสากลต่างให้การยอมรับว่า เป็นวิธีให้การดูแลที่เป็นองค์รวมควบคู่กับการรักษามะเร็ง ให้ความสำคัญกับทุกมิติทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ไม่สูญเสียความเป็นตัวตน

การรักษาแบบประคับประคองจะเริ่มตั้งแต่รับรู้ว่าเป็นมะเร็ง เพราะมะเร็งของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่ชนิดของการเป็น หรือการรักษาที่แตกต่างกัน แต่มุมมองของการรักษา ตลอดจนพฤติกรรมและกิริยาเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งก็แตกต่างกัน บางคนช็อค ไม่พูดไม่จา บางคนโกรธว่าหมอตรวจผิด ฯลฯ

“สิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เราไม่รู้เลยว่าคนไข้มีความคาดหวังอย่างไร ฐานะพยาบาลประคับประคองจะใช้การฟังเพื่อทำความเข้าใจ และช่วยให้คนไข้ได้รับรู้ พาคนไข้ออกมาอยู่กับปัจจุบัน ช่วยประคับประคองไปด้วยกัน ให้คนไข้อยู่กับการรักษาไปได้ตลอดทาง เพราะนั่นหมายความว่าผลการรักษาจะดีต่อไปในอนาคต”
เมื่อการเล่ากลายเป็นพลัง


คุณเบลล์ ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 4 ในวัยเพียง 26 ปี เธอเปิดใจว่า ไม่ได้เข้มแข็งตลอดเวลา ผู้ป่วยมะเร็งสามารถอ่อนแอได้ ช่วงที่ท้อที่สุดไม่ใช่ตอนที่โรคกลับมาเป็นครั้งที่ 2 แต่คือวันที่ญาติ คนรอบข้าง และแม้แต่คุณหมอต้องถอนตัวจากการรักษา เพราะเข้าสู่ภาวะดื้อยา หลังจากทำคีโมต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 4

“ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นภาระ โดยเฉพาะเมื่อติดเชื้อ ทุกคนรอบข้างต้องเหนื่อยไปด้วย จนต้องถามตัวเองว่า เราจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร” แต่จากจุดนั้น เธอเลือกที่จะตั้งต้นใหม่ เริ่มจากสิ่งง่ายๆ กินให้ได้ นอนให้หลับ ถ้าปวดก็ขอมอร์ฟีน พยายามฟื้นตัวเองขึ้นมาให้ได้ คุณศิรินทิพย์เล่าว่า หลังจากแชร์ประสบการณ์ผ่านเครือข่ายผู้ป่วย เธอได้รับ “ทริก” กลับมามากมาย เช่น วิธีเติมเลือดต้องทำอย่างไร หรือต้องไปที่ไหนจึงจะประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด “เป็นการแชร์ที่ทำให้เกิดพลังร่วมกัน ทั้งผู้ให้และผู้รับต่างได้กำลังใจ”

อีกหนึ่งผู้ป่วยที่ขึ้นเวทีบอกเล่าประสบการณ์การต่อสู้มะเร็ง คุณจาคี ฉายปิติศิริ เจ้าของเพจ จาคีมะเร็งไดอารี่ เล่าถึงนาทีที่ทราบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย ว่า ตอนนั้นอายุแค่ 27-28 ปี ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลย หลังจากกลับไปเสิร์ชพบว่าเป็นระยะที่ 4 โอกาสรอดแค่ 5% ถึงกับช็อค โลกพังทลายไปเลย “คำพูดจากคนรอบข้างช่วยให้มีกำลังใจ มีคนบอกว่า ชีวิตเหมือนการทำข้อสอบ เราได้ข้อสอบที่ไม่เหมือนคนอื่น อาจจะยากหน่อย แต่เราก็ทำมันใหม่ได้”

“วันที่กลัวที่สุดคือก่อนทำคีโม ตอนแรกเราสตรองมาก แต่พอเข้าไปสวดมนต์ในห้องพระ สุดท้ายสวดไม่ได้ ร้องไห้ เพราะกลัว ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไร” จาคีบอกถึงเหตุผลที่เปิดเพจว่า เพราะไม่อยากให้คนอื่นต้องกลัวแบบเรา จริงๆ การให้คีโมก็เหมือนให้น้ำเกลือ สิ่งที่ได้กลับมาคือกำลังใจจากเครือข่าย ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้ป่วยได้ แต่ทุกคนที่ให้และรับกำลังใจต่างก็ได้พลังกลับไปด้วย”


“กำลังใจ” สร้างสิ่งมหัศจรรย์

กำลังและพลังใจคือสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ป่วย เช่น คุณจิตนิภา ภักดี เจ้าของเพจ ออย Cancer Diary ที่มาเปิดใจว่าตอนไปพบแพทย์มีจุดกระจายเต็มปอดแล้ว “อาการตอนแรกคล้ายวัณโรค จากนั้นก็แย่ลงเรื่อยๆ จนต้องแอดมิด สุดท้ายหมอบอกว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ตอนนั้นยังงงๆ เพราะใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ ไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาอีกหรือเปล่า ไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปได้อีกกี่เดือน สิ่งแรกที่ทำคือรีบโทรบอกแม่ คุณหมอยังขอคุยสายด้วยบอกว่าไม่ต้องห่วงนะ หมอจะดูแลให้แล้วจะส่งตัวกลับไปหาคุณแม่เอง” เธอเล่าน้ำตาซึม

คุณจิตนิภา เล่าว่า การทำเพจเกิดจากการถูกถามซ้ำๆ “คนสนใจกันมากเพราะอายุน้อยและเป็นระยะ 4 นอกจากส่งพลังให้คนอื่น เรายังได้เรียนรู้ชีวิตของคนอื่น ได้รู้ว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ทำให้เราได้พัฒนาจิตใจตนเอง”

แม้จะเคยตั้งคำถามว่า “ในเมื่อรักษาไม่หาย เราจะรักษาไปทำไม” แต่สุดท้ายพบคำตอบว่า “ชีวิตเรายังมีค่า เราได้ให้กำลังใจและความรู้กับคนอื่น มีคนเข้ามาขอบคุณที่ทำเพจและแชร์ประสบการณ์ให้ทราบ”


การรักษามะเร็งไม่ใช่เพียงการต่อสู้กับโรค แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน การดูแลแบบสหสาขาและการประคับประคองช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันการ “เล่า” และ “แบ่งปัน” ประสบการณ์เป็นอีกพลังสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างก้าวผ่านไปด้วยกัน