
เปิดไตรมาสแรกสวยงาม BEM รับกำไรสุทธิ 847 ลบ. สูงจากปีก่อน 13% ปัจจัยบวกจากปริมาณผู้โดยสาร รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินโตต่อเนื่อง
BEM เผยผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2567 มีกำไรสุทธิ 847 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 13% ปัจจัยบวกจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ทั้ง 3 ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจระบบรางที่มีการเติบโตชัดเจนจากกิจกรรมรายรอบเส้นทางรถไฟฟ้า และการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบรางครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดันผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 มีสถิติผู้โดยสารสูงสุดอยู่ที่ 559,600 เที่ยว ส่งผลรายได้หลักเพิ่มสูงขึ้นถึง 4,249 ล้านบาท
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง กล่าวว่า ในไตรมาส1/ 2567 พบว่าปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าโดยสารจากการจัดกิจกรรมต่างๆ ตามสถานที่รอบเส้นทางรถไฟฟ้า รวมถึงผลบวกของการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบรางครอบคลุมทั้งกรุงเทพและปริมณฑล จึงช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งต่อผู้โดยสารเข้าสู่สายสีน้ำเงิน
“BEM มีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1/2567 จำนวน 847 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 98 ล้านบาท หรือ 13% ดันรายได้หลัก 3 ธุรกิจสูงขึ้นรวม 4,249 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 150 ล้านบาท หรือ 4% แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจทางพิเศษ จำนวน 2,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 23 ล้านบาท โดยปริมาณรถที่ใช้ทางพิเศษในไตรมาสนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.12 ล้านเที่ยวต่อวัน
ส่วนธุรกิจระบบราง มีรายได้ 1,686 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 118 ล้านบาท จากปริมาณผู้โดยสารที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยผู้ใช้บริการในไตรมาสนี้เฉลี่ยทุกประเภทวันอยู่ที่ 430,900 เที่ยวต่อวัน และในวันทำการเฉลี่ยอยู่ที่ 482,600 เที่ยวต่อวัน โดยมีจำนวนผู้โดยสาร New High 559,600 เที่ยวเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันรายได้ของธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ มีจำนวน 264 ล้านบาท”
ทั้งนี้ BEM จะยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจอย่างเข้มแข็ง ด้วยความพร้อมและความมุ่งมั่นในการส่งมอบการบริการคมนาคมขนส่งที่ปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, Governance : ESG) สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาองค์กรให้เติบโตมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
